นอกจากประเภทของตรายางแล้ว อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่คนมักมองข้ามคือ “ประเภทของหมึก” ครับ การเลือกหมึกผิดประเภทอาจทำให้ตรายางพัง หรือปั๊มลงบนวัสดุแล้วหมึกไม่ติด/แห้งช้าจนเลอะเทอะได้
เรามาดูความแตกต่างระหว่าง หมึกสูตรน้ำ (Water-Based) และ หมึกสูตรน้ำมัน (Oil-Based) กันครับ
1. หมึกสูตรน้ำ (Water-Based Ink)
เป็นหมึกมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปในออฟฟิศ ส่วนใหญ่อยู่ในตลับหมึกแยก (Ink Pad) หรือตรายางหมึกในตัวแบบด้ามพลิก
- พื้นผิวที่เหมาะสม: กระดาษทั่วไป (กระดาษถ่ายเอกสาร, กระดาษปอนด์) ที่มีความสามารถในการซึมซับสูง
- การแห้งตัว: แห้งโดยการ \”ซึม\” ลงไปในเส้นใยกระดาษ
- จุดเด่น:
- ราคาถูกและหาซื้อง่าย
- ปลอดภัยต่อหน้ายาง (ไม่ทำให้ยางบวมหรือเสื่อมสภาพเร็ว)
- ล้างทำความสะอาดหน้ายางได้ง่ายด้วยน้ำเปล่า
- ข้อควรระวัง: ไม่สามารถปั๊มบนกระดาษอาร์ตมัน พลาสติก หรือโลหะได้ (หมึกจะเยิ้มและไม่แห้ง) และหากโดนน้ำ หมึกอาจจะละลายหรือเบลอได้
2. หมึกสูตรน้ำมัน (Oil-Based Ink)
มักพบในตรายางหมึกในตัวระบบแฟลช (Flash Stamp) หรือหมึกชนิดพิเศษที่ใช้ปั๊มวัสดุเฉพาะทาง
- พื้นผิวที่เหมาะสม: กระดาษแทบทุกชนิด รวมถึงกระดาษที่มีความมันวาว (ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ)
- การแห้งตัว: แห้งช้ากว่าสูตรน้ำเล็กน้อยบนกระดาษปกติ แต่ให้ความคมชัดและทนทานกว่า
- จุดเด่น:
- กันน้ำ (Waterproof): เมื่อหมึกแห้งสนิทแล้ว หากโดนน้ำหมึกจะไม่ละลาย
- ความคมชัด: ให้สีที่เข้ม สดใส และเส้นที่คมมาก มักใช้ในงานที่ต้องการความเป็นมืออาชีพสูง
- ความทนทาน: ทนต่อแสงแดด ไม่ซีดจางง่าย
- ข้อควรระวัง: หากใช้กับตรายางด้ามยางพาราธรรมดา (ที่ไม่ใช่ยางทนน้ำมัน) อาจทำให้หน้ายางบวมและเสียรูปได้ และการเติมหมึกต้องใช้หมึกสูตรน้ำมันเฉพาะรุ่นเท่านั้น ห้ามผสมกันเด็ดขาด

